คิดนอกกรอบ:ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง chodechai@fpo.go.th กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ต่อจากตอนที่แล้ว แบงก์ชาติก็ได้ออกมาตรการเพื่อป้องปรามการเก็งกำไรจากสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยได้สั่งการไปยังธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ให้ปล่อยเงินบาทให้กับสถาบันการเงินต่างประเทศ ยกเว้นถ้ามีธุรกรรมที่แท้จริงอยู่ มาตรการนี้ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดต่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนเงินบาทอย่างกะทันหัน ค่าเงินบาท และอัตราดอกเบี้ยเงินบาทสูงขึ้น เกิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไม่เท่ากัน 2 ตลาดคือ ตลาดภายในประเทศ Onshore กับตลาดต่างประเทศ Offshore โดยมาตรการของแบงก์ชาติไปสร้างเขื่อนไว้กั้นไม่ให้เงินบาทไหลไปต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทในตลาดต่างประเทศเคยแตกต่างกับตลาดในประเทศถึง 3.80 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ นักเก็งกำไรได้กลายเป็นศัตรูที่แบงก์ชาติจะต้องเอาชนะให้ได้ ดังนั้นเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 มติในที่ประชุมของแบงก์ชาติให้แทรกแซงด้วยวงเงินที่ไม่จำกัด ฝ่ายการธนาคารจึงได้ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศไปจนเกือบหมดสิ้น ท้ายที่สุดการป้องกันค่าเงินบาท แบงก์ชาติขาดทุน และสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก และแบงก์ชาติยังมีพันธะที่จะส่งมอบเงินดอลลาร์คืนอีก 23.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้แบงก์ชาติ Technically Bankrupt เมื่อเทียบกับเงินสำรอง ที่มีอยู่ในขณะนั้น ประกอบกับเงินทุน (ดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะนั้นไหลออกเป็นจำนวนมาก เพราะตลาดมั่นใจว่าจะเกิดวิกฤติการเงินต่อไปในอนาคตอันใกล้และแบงก์ชาติต้องลดค่าเงินบาทหรือปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทแน่นอน ในช่วงเวลานี้ปริมาณเงินทุนสำรองสุทธิลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ในที่สุดรัฐบาลจึงประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 หลังจากทบทวนภาพในอดีตแล้ว ลองมาวิเคราะห์การปกป้องค่าเงินบาทในปัจจุบันบ้าง การปกป้องค่าเงินบาทในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (2549) แบงก์ชาติซื้อดอลลาร์ขายบาทในตลาดปัจจุบัน และตลาดล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็ง มีผลให้ปริมาณเงินบาทสูงขึ้น และมีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบมากขึ้น ดังนั้นแบงก์ชาติจึงออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง (ถึงปัจจุบัน ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) นอกจากนั้นแบงก์ชาติทำ Swap เพื่อขายดอลลาร์ซื้อบาทก่อน เพื่อดึงสภาพคล่องเงินบาทออกจากระบบและมีสัญญาในขากลับที่จะซื้อดอลลาร์ขายบาทในอนาคต นอกจากนั้น เมื่อแบงก์ชาติออกมาตรการควบคุมเงินทุนนำเข้าโดยต้องสำรอง 30% ส่งผลให้ปริมาณเงินทุนต่างประเทศเข้ามาน้อยลง ทำให้ธุรกรรมแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทเพื่อมาลงทุนในประเทศลดลง (หรือลดอุปสงค์ในเงินบาทที่ควรจะเป็น) เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงขึ้นหรือเป็นเพราะไม่มั่นใจในนโยบายของทางการ แต่ในขณะที่การแลกเปลี่ยนโดยเอาเงินดอลลาร์แลกเป็นเงินบาทในต่างประเทศไม่โดนมาตรการสำรอง 30% ดังนั้นจึงเกิดมีการแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างนักลงทุนหรือสถาบันการเงินและนายหน้าค้าเงินตราต่างประเทศ (Money & Currency Broker) ในตลาดเงินตราต่างประเทศ นอกประเทศไทย (Offshore Market) เพื่อรองรับหรือซับอุปสงค์ในเงินบาทส่วนที่เหลืออยู่ (Pent-up Demand) ที่ไม่ได้รับการตอบสนองเนื่องจากมาตรการ 30% ไปบิดเบือน ในขณะที่ปริมาณเงินบาทในตลาดต่างประเทศมีไม่เพียงพอ ขาดสภาพคล่อง จึงทำให้เงินบาทในตลาดต่างประเทศแข็งกว่าในประเทศ และการที่ตลาดต่างประเทศขาดสภาพคล่องเงินบาท คือ ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย เนื่องจากคนที่เสนอซื้อ เสนอขายมีน้อยราย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวหวือหวารุนแรงเวลามีการซื้อขายจริงๆ และนอกจากนั้นเงินบาทที่แข็งค่าก็เป็นเพราะการเก็งกำไร โดยคาดว่าเงินบาทจะแข็งขึ้นในอนาคต ในทางทฤษฎีอิงกับหลักการ Arbitrage ค่าเงิน ความแตกต่างของค่าเงินบาทในตลาด Offshore กับตลาด Onshore จะไม่เกินส่วนที่ถูกหักถ้าทิ้งเงินไว้ในประเทศไม่ถึงปีคือ 10% (ความจริงต้องสำรองไว้ 30% แต่จะถูกริบแค่ 10% ในกรณีที่นำเงินออกนอกประเทศก่อนครบกำหนด) 10% ของ 36 บาทก็คือ 3.6 บาท ดังนั้นเงินบาทใน Offshore ไม่ควรจะแพงกว่าเงินบาทใน Onshore เกิน 3.6 บาท ซึ่งจะแพงกว่าเท่าไรนั้น ก็ต้องขึ้นกับ Demand และ Supply ของเงินบาทในประเทศและต่างประเทศ มาตรการสำรอง 30% ทำให้แยกตลาดภายในกับภายนอกออกจากกันชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างเขื่อนกั้นแน่นหนา และสูงขึ้น ผลข้างเคียงก็คือ นักเก็งกำไรที่มีเงินบาทอยู่แล้วก็จะได้กำไร เนื่องจากเงินบาทในต่างประเทศแข็งกว่าปกติ ก็สามารถขายเพื่อซื้อดอลลาร์ในราคาถูกกว่าปกติ ทำกำไรได้ นอกจากนี้มาตรการดังกล่าว ยังทำให้เกิดการบิดเบือน เพราะทำให้ในตลาดต่างประเทศ Offshore ขาดเงินบาท ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมาก ผู้ส่งออกภายในประเทศเห็นค่าเงินบาทที่แข็งในต่างประเทศก็อาจจะตกใจ และยิ่งเทขายดอลลาร์ ซื้อบาทมากขึ้น และเร็วขึ้น ทำให้บาทยิ่งแข็งได้ ทำให้ยิ่งมีแรงกดดันเทขายดอลลาร์ในประเทศมากขึ้น ทางเลือกหนึ่งที่แบงก์ชาติทำได้ ก็คือ ไปแทรกแซงค่าเงินในตลาด Offshore เพื่อใช้เงินบาท ซึ่งมีค่าแข็งกว่าปกติซื้อดอลลาร์ในตลาด Offshore ซึ่งมีราคาถูก (กว่าปกติ) การทำเช่นนี้ได้ผลกว่าเพราะตลาดมีสภาพคล่องน้อย การซื้อดอลลาร์ขายบาทในตลาด Offshore จะช่วยให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น และบาทอ่อนตัวลง ด้วยต้นทุนการแทรกแซงที่ต่ำกว่าการแทรกแซงในตลาดภายในประเทศ (Onshore) ที่ต้องซื้อดอลลาร์จากนักลงทุนต่างประเทศ (ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งการลงทุนทางตรงและการกู้โดยประกันความเสี่ยง 100% ) และซื้อดอลลาร์จากผู้ส่งออก ซึ่งทั้งหมดไม่โดนสำรอง 30% ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดมีมูลค่ามาก ดังนั้นการแทรกแซงในตลาด Onshore จึง Costly กว่ามาก ทำให้ต้นทุนการแทรกแซงของแบงก์ชาติสูงมาก (ซึ่งในความเป็นจริงแบงก์ชาติอาจกำลังแทรกแซงในตลาด Offshore อยู่ก็ได้ เพื่อทำให้ส่วนต่างระหว่าง Offshore กับ Onshore ไม่มากนัก) นอกจากนั้น แบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐ กับดอกเบี้ยบาทถ่างตัวขึ้น (ดอกเบี้ยบาทน้อยกว่าดอกเบี้ยสหรัฐมากขึ้น) ซึ่งจะทำให้มีส่วน Swap Discount มากขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดก็คือ ผู้ส่งออกจะ Hedge น้อยลง เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นกล่าวคือ แลกเป็นเงินบาทได้ในอนาคตด้วย Rate ที่ต่ำลง (ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ลดลง) ในขณะที่ผู้นำเข้าจะ Hedge มากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำลง กล่าวคือ แลกเป็นเงินดอลลาร์ได้ในอนาคตด้วย Rate ที่ดีขึ้น (ทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เพิ่มขึ้น) ทั้งหมดน่าจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกและนำเข้ารวมกันคิดเป็น 140% ของ GDP จึงน่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น และส่งผลให้เงินบาทอ่อนตัวลง นอกจากนั้นการลดดอกเบี้ยยังช่วยลดต้นทุนของแบงก์ชาติในการแทรกแซงค่าเงินจากการทำ Swap รวมทั้งลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจากพันธบัตรที่แบงก์ชาติออกไปขายและการกู้ยืมเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (RP) เพื่อดึงเงินบาทออกจากระบบเศรษฐกิจ (Cost of Sterilization) |
เศรษฐศาสตร์
06 มีนาคม 2550
การปกป้องค่าเงินของแบงก์ชาติจากความล้มเหลวสู่ชัยชนะราคาแพง (2)
แบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาท :บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน(1)
เศรษฐกิจการเงิน: ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ chodechai@fpo.go.th สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คนสนใจกันมากว่าแบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ที่ไม่เข้าใจจำนวนมากได้สอบถามผมว่า แบงก์ชาติปกป้องค่าเงินบาทอย่างไร ผมเขียนบทความนี้ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดเผยฐานะการเงินของแบงก์ชาติภายหลังการแทรกแซงค่าเงินบาทหรือปริมาณ และมูลค่าธุรกรรมในการปกป้องค่าเงินบาทว่ามีเท่าใด แต่เพียงต้องการอธิบายให้ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปเข้าใจวิธีการปกป้องค่าเงินของแบงก์ชาติ และผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมของมาตรการของแบงก์ชาติ การเขียนครั้งนี้ ผมอิงกับบทความของตัวผมเองที่เขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ลดค่าเงินบาท และผลสรุปของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) โดยอธิบายเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการปกป้องค่าเงินบาทของแบงก์ชาติในปลายปี 2539 ถึงกลางปี 2540 และการปกป้องค่าเงินบาทในช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา 1.ในช่วง 3-4 ปี ก่อนปี 2540 มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเป็นปริมาณมาก ทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐมาแลกเป็นเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนที่จะรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาในช่วงปี 2539-2540 นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Hedge Fund เห็นว่าเงินบาทแข็งเกินกว่าความเป็นจริง กล่าวคือ ค่าเงินบาทไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน การส่งออกชะงัก การลงทุนในประเทศลดลง และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของ GDP โดยมีหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศมารองรับ ทำให้ความต้องการถือค่าเงินบาทมีน้อย เพราะกลัวจะขาดทุนจากการอ่อนค่าของเงินบาท อีกทั้งต้องการทำกำไรจากการคาดการณ์ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงในอนาคต จึงมีแรงเทขายบาท และซื้อดอลลาร์ กลับไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากตลาดปัจจุบัน (Spot) และตลาดล่วงหน้า (Forward) แบงก์ชาติต้องแทรกแซงสร้างอุปสงค์ในเงินบาท โดยรับซื้อบาทขายดอลลาร์ ทั้งซื้อทันที และซื้อล่วงหน้า ทำให้เงินทุนสำรอง ที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีกในอนาคตเมื่อครบกำหนดส่งมอบตามสัญญาล่วงหน้า นักลงทุนต่างชาติ นักค้าเงินต่างประเทศ นักเก็งกำไร และสถาบันการเงินไทยบางส่วนเก็งกำไร โดยการขายบาท (ซื้อดอลลาร์) ทั้งในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า แล้วค่อยซื้อบาทใหม่ในอนาคต เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง นอกจากนั้น ในด้านของนักลงทุน และนักเก็งกำไรต่างประเทศ ยังทำ Swap เพื่อประกันความเสี่ยง และเก็งกำไรจากการที่บาทจะมีค่าลดลงในอนาคต โดยเอาดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท โดยทำสัญญากับแบงก์ชาติว่าจะเอาดอลลาร์กลับคืนไป ซึ่งเป็นวิธีการเก็งกำไรโดยการเปลี่ยนดอลลาร์เป็นเงินบาท และเอาเงินบาทไป Dump ขายทิ้ง การทำ Swap เช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นธุรกรรมยืมเงินบาทของนักเก็งกำไรที่จะได้เอาไปขาย Short หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การที่แบงก์ชาติยอมทำธุรกรรมนี้ จึงเป็นการให้ต่างชาติยืมเงินบาท ทำให้พวกเขามีกระสุนที่จะเก็งกำไรยิ่งใหญ่โตขึ้น จากเอกสารของ ศปร. ชี้ชัดว่า ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2540 ค่าเงินบาทถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง มีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งติดต่อกัน โดยนักเก็งกำไรได้โจมตีเงินบาทด้วยการซื้อ SWAP Sell-Buy USD/THB ควบคู่ไปด้วย นั่นคือการทำธุรกรรมในการนำเงินดอลลาร์ซื้อเงินบาทโดยทำสัญญาว่าจะขายเงินบาท/ซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ คืนตามกำหนดเวลา นักเก็งกำไรทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากที่ค่าเงินบาทจะลดลงแล้ว จะเป็นการผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (SWAP Premium) ในการซื้อขายสูงขึ้นด้วย ในทางกลับกัน ในด้านของแบงก์ชาติก็อยากที่จะทำ Swap ด้วย เพราะต้องการแทรกแซง โดยเพิ่มความต้องการเงินบาทไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็ว ในขณะเดียวกันก็จะได้ดอลลาร์มาใช้ก่อน (เปรียบเสมือนการยืมดอลลาร์แล้วค่อยใช้คืนในอนาคต) เพราะในขณะนั้นแบงก์ชาติเสียดอลลาร์ไปจำนวนมากจากการที่ต้องรับซื้อ บาท/ขายดอลลาร์ในตลาดปัจจุบัน และตลาดล่วงหน้า ทำให้ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศง่อนแง่น อีกทั้งแบงก์ชาติยังมีเงินดอลลาร์ที่ได้จากการทำ Swap ในขาแรกเพิ่มขึ้นไปใช้ป้องกันค่าเงิน โดยการซื้อบาทในตลาดปัจจุบันอีกด้วย SWAP นั้นคือ การขอซื้อเงินตราในวันนี้ ในราคานี้ โดยกำหนดวันที่จะส่งมอบเงินตราให้ในวันข้างหน้า ธุรกรรม SWAP รูปแบบที่แบงก์ชาติทำในช่วงก่อนวิกฤติการเงินเรียกว่า Buy-Sell SWAP USD/THB คือ ขณะที่นำเงินดอลลาร์สหรัฐ ไปซื้อเงินบาท ในทันทีนั้นก็จะนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐ จากตลาด โดยทำธุรกรรม Swap ที่มีเงื่อนไขสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา (อาจเป็น 2 วัน หรือ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) แบงก์ชาติจะต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ซื้อเงินบาทคืน การทำสัญญา SWAP ในขณะนั้น จะเป็นการอัดฉีดเงินบาทเข้าไปในระบบเพื่อลบล้าง ผลการโจมตีของนักเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ โดยที่ปริมาณเงินบาทในตลาดทันทีจะไม่ลดลง ดอกเบี้ยก็จะไม่แพงขึ้น และยังสามารถซ่อนผลกระทบของการปกป้องค่าเงินบาทต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ให้ปรากฏต่อตลาดได้ เพราะปริมาณเงินทุนสำรองจะไม่ลดลง แต่พันธะในการส่งเงินตราต่างประเทศคืนกลับให้คู่สัญญาจะเกิดขึ้นในอนาคต และดอกเบี้ยจะยิ่งสูงขึ้น แต่การนำธุรกรรม SWAP มาใช้ เป็นผลให้แบงก์ชาติสามารถดำเนินการปกป้องค่าเงินบาท โดยแทบไม่มีขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิลดลงอย่างมาก จนถึงขั้นวิกฤติ หากแบงก์ชาติทบทวนนโยบายของตนเร็วขึ้น แบงก์ชาติก็จะไม่รีรอปรับค่าเงินบาท และจะไม่สร้างภาระผูกพันจากธุรกรรม SWAP แต่การทำ SWAP เป็นการเปิดโอกาสให้แบงก์ชาติเลี่ยงการเผชิญปัญหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงินทุนสำรองเกือบหมดสิ้น |
26 มกราคม 2550
Attacking Money โจมตีค่าเงิน เขาทำกันอย่างไร
1.มีหน้ีเสียในระบบธนาคารสูง
2.เงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำ
3.การส่งออกที่ลดลง
4.ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง
แล้วทำไมต้องมีปัจจัยข้างบนประกอบด้วย?
เรามาดูกันว่าเขาโจมตีค่าเงินกันอย่างไร!
2.ทำข่าว ต้องอยู่ในช่วงที่บริษัทจัดอันดับการลงทุนปรับลดความน่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศนั้นๆ ทำให้คนในประเทศเริ่มวิตกถึงผลกระทบเศรษฐกิจ ขาดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง
3.แหย่ค่าเงิน ในช่วงนี้จะต้องเยื้อกับธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ค่าเงินกวัดแกว่ง เป็นเหมือนกับสัญญาณอันตราย ในช่วงนี้หากประชาชนเริ่มตื่นตัว ก็จะเริ่มถอนเงินที่ออมไว้กับธนาคารพาณิชย์แล้วนำไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เท่ากับเป็นการเข้าร่วมกับพวกโจมตีค่าเงินโดยไม่รู้ตัว
4.เทกระจาด หลังจากค่าเงินแข็งมานาน พอถึงช่วงนี้เงินตราของประเทศนั้นๆ จะถูกเทขายออกมาอย่างมากมายในตลาดทำให้ เงินตรานั้นด้อยค่าลงอย่างเห็นได้ชัด ธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ จะพยุงค่าเงินไว้ไม่อยู่ เนื่องจากเงินที่ไหลมาจากอีกฝั่งมีมากมายเกินไป ทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถหาเงินมาซื้อคืนเงินทั้งหมดได้ทัน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น แต่เท่านั้นยังไม่พอ ประชาชนในประเทศเองที่ได้แลกเงินของตนเองเป็นค่าเงินต่างประเทศในช่วงที่ 3 ก็แลกเปลี่ยนกลับเป็นสกุลเงินเดิมของตัวเอง ทำให้เงินที่มีอยู่แล้วมีมาก ยิ่งมีมาก และทำให้อัตราแลกเปลี่ยนยิ่งสูงขึ้นไปอีก ฝ่ายโจมตีก็ชำระหนี้ที่ได้กู้ยืมมาพร้อมกับได้รับส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรางวัล ถือเป็นการโจมดีค่าเงินเป็นอันสิ้นสุดลง ฝ่ายโจมตีได้รับชัยชนะที่งดงาม