ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภาวะที่ยากลำบากในการทำธุรกิจเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้บริษัทจำนวนมากประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ รวมไปถึง การปลดพนักงานสหรัฐอเมริกา ยักษ์เศรษฐกิจของโลกยังต้องประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจอเมริกันจึงเข้าสู่กระบวนการปรับรื้อขนานใหญ่ และการ "เลย์ออฟ" หรือปลดพนักงานออก ทั้งด้วยความสมัครใจและการบังคับ กลายเป็นทางออกในการลดต้นทุนที่หลายองค์กรใหญ่ระดับโลกในอเมริกาเลือกใช้ต้นปี 2548 การควบรวมกิจการระหว่าง "ออราเคิล" กับ "พีเพิลซอฟต์" ทำให้พนักงานกว่า 5 พันคนต้องถูกปลดกลางอากาศ เนื่องจากออราเคิลหวังลดต้นทุนหลังจากหมดเงินไปกับการซื้อกิจการพีเพิลซอฟต์ด้วยเงินมหาศาล โดยวิธีที่ "ออราเคิล" ทำคือการส่งอีเมลบอก "เลิกจ้าง" เอาดื้อๆ โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ให้พนักงานกลางปีเดียวกัน "ไอบีเอ็ม" ประกาศลดพนักงานรวดเดียว 13,000 คน หรือ 4% จากจำนวนพนักงานทั้งหมด 329,000 คน พร้อมกับลดการ ดำเนินธุรกิจในประเทศที่มีการเติบโตต่ำ อันเป็นผลเนื่องมาจากผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และ "ฮิวเลตต์-แพคการ์ด" หรือ "เอชพี" ยักษ์ใหญ่ในวงการไอที ก็ประกาศลดพนักงาน 14,500 คน ภายใน 18 เดือน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% ของพนักงานทั้งหมด โดยซีอีโอของเอชพีกล่าวว่า การปรับโครงสร้างด้านต้นทุนจะช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาด และทำให้คล่องตัวมากกว่าเดิมด้าน "อีสต์แมน โกดัก" ก็ออกมาประกาศว่าจะลดพนักงานลง 1 หมื่นคน เนื่องจากกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ "กล้องดิจิทัล" ทำให้ผู้ผลิตฟิล์มอย่างโกดักต้องกลายเป็น "ผู้แพ้" อย่างราบคาบกลางสนามรบ โดยยอดขายกล้องและฟิล์มแบบเดิมของบริษัท (ที่ไม่ใช่ดิจิทัล) ลดลงถึง 15%ขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ อย่าง ดูปองท์ ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานราว 1,500 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ภายใต้แผนปรับโครงสร้าง ที่มีเป้าหมายอยู่ที่การประหยัดเงินปีละ 165 ล้านดอลลาร์ หลังก่อนหน้านี้เพียง 1 เดือน เพิ่งปลดพนักงานในห้องทดลองที่สหรัฐไป 200 ตำแหน่งการแข่งขันที่รุนแรง ยังส่งผลให้เกิดการลอยแพคนงานในอุตสาหกรรมรถยนต์เช่นกัน โดยในปลายปี 2548 "เจนเนอรัล มอเตอร์ส" หรือ "จีเอ็ม" ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลกต้องเจอวิกฤติครั้งรุนแรง จึงประกาศปรับลดยอดการผลิตในโรงงาน 12 แห่งก่อนปี 2551 ทำให้ต้องลดพนักงานลง 3 หมื่นคน หรือ 9% ของพนักงานทั้งหมด ตามมาตรการรัดเข็มขัด และลดกำลังการผลิตส่วนเกินเปอโยต์ ค่ายรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส ก็ตัดสินใจเดินตามทางเดียวกัน ด้วยการปลดพนักงาน 2,300 ตำแหน่งที่อังกฤษ โดยให้เหตุผลถึงการดำเนินงานที่ซบเซาของโรงงานผลิตในประเทศนี้ ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตสูงตามมาติดๆ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์อีกราย "ฟอร์ด มอเตอร์ส" ก็เพิ่งประกาศแผนลดพนักงานถึง 25,000-30,000 ตำแหน่ง และปิดโรงงาน 14 แห่งในอเมริกาเหนือ เพื่อแก้ปัญหาขาดทุนในส่วนผลิตรถยนต์แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจและมีองค์กรชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และเป็นประเทศที่เน้นการบริหารงานด้วยคอนเซปต์ "การจ้างงานตลอดชีพ" ก็ยังหันมาใช้กลยุทธ์นี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการจ้างงานแบบเดิมที่กำลังกายเป็น "อดีต" ไปแล้วตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจ บริษัทขนาดใหญ่ 82 แห่งของญี่ปุ่น ตั้งแต่ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์และจัดหาบริการด้านข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงบริษัทค้าปลีก และเวชภัณฑ์ ได้ลดพนักงานรวมลงมากกว่า 120,000 ตำแหน่ง ผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดกลางปี 2547 "มิตซูบิชิ มอเตอร์" ค่ายรถยนต์รายใหญ่ลดพนักงานลง 9,000 ตำแหน่ง หรือประมาณ 20% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก โดยจะเริ่มดำเนินการที่หน่วยงานในอเมริกาเหนือ และได้ปิดธุรกิจในออสเตรเลียที่มีพนักงานราว 3,200 ราย ทั้งนี้เป็นการทำตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทด้าน "มัตสึชิตะ อิเล็กทริก อินดัสเทรียล" ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็ประกาศลดคนลง 3,000 คน หรือ 3% ของพนักงานทั้งหมดเพื่อเสริมสถานะของบริษัทให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับกลุ่มบริษัทรายใหญ่ๆ อย่าง "ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์" แม้ผลประกอบการของมัตสึชิตะจะไม่ขาดทุนก็ตามในปี 2548 "ซันโย อิเล็กทริก" ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้ลดพนักงานทั่วโลกลงกว่า 10,000 ตำแหน่งหรือประมาณ 10% หลังจากประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก และ "วิคเตอร์ โค. ออฟ เจแปน" หรือ "เจวีซี" ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำก็วางแผนลดพนักงาน 5-6% เพื่อช่วยฟื้นผลกำไรส่วนฟูจิ โฟโต้ ฟิล์ม ก็มีแผนปลดพนักงาน 5,000 ตำแหน่งทั่วโลก ผลจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในธุรกิจฟิล์มสี และกล้องถ่ายรูปดิจิทัล ทั้งกำไรที่ลดลงอย่างหนัก และแนวโน้มที่จะขาดทุน จากการทำสงครามราคาในพรินเตอร์ ส่งผลให้ไซโก เอปสัน ปรับลดพนักงานลง 3,000 ตำแหน่งในทวีปยุโรป แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสต่อต้านการ "เลย์ออฟ" มากกว่าที่อื่นๆ แต่ผู้บริหารองค์กรในยุโรปก็เดินหน้าปรับกลยุทธ์องค์กร โดยเชื่อว่าการลดคนจะทำให้ฟื้นฟูกิจการได้รวดเร็วโดยในปี 2545 "เฟียต" กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ของอิตาลี ลดพนักงานจำนวน 5,500 คน เนื่องจากหน่วยงานรถยนต์ "เฟียต ออโต้" ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ตามมาในปี 2546 เมื่อ "ฟรานซ์ เทเลคอม" ค่ายสื่อสารชั้นนำฝรั่งเศสเดินหน้าปลดพนักงาน 22,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2003-2005ธุรกิจสายการบิน ก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่รุมเร้า ตั้งแต่เหตุการณ์วินาศกรรม ตามมาด้วยวิกฤติโรคซาร์ส รวมทั้งราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้หลายสายการบินถึงกับล้มละลาย ที่เหลืออยู่ก็ต้อง "รัดเข็มขัด" กำจัดส่วนเกินด้วยการลดขนาดองค์กรเริ่มจากปี 2544 สายการบิน "ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส" ของสหรัฐอเมริกาที่ได้ปลดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำนวน 400 คนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินอย่าง "โบอิง" ก็สั่งลดพนักงานหน่วยงานเครื่องบินเชิงพาณิชย์ลง 20-30% หรือกว่า 30,000 คน ซึ่งทั้ง 2 กรณีเป็นผลมาจากเหตุก่อวินาศกรรมสหรัฐ ขณะที่สายการบินอีกหลายแห่งได้ยื่นคุ้มครอง "ภาวะล้มละลาย"กลางปี 2546 "สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส" ประกาศลดค่าใช้จ่าย 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยการหยุดงานพนักงานและลูกเรือ 6,000 คน โดยไม่รับค่าจ้างนาน 1 สัปดาห์ในทุก 2 เดือน และปลดพนักงานชั่วคราว 200 คน และลดเที่ยวบินลง 32% และในปี 2004 "บริติช แอร์เวย์ส" สายการบินใหญ่สุดของอังกฤษมีแผนลดพนักงานอีก 18,000 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่าย และปรับโครงสร้างองค์กรให้เล็กลงตามสถานการณ์ตลาดเมื่อต้นปี 2548 "เจแปน แอร์ไลนส์" สายการบินใหญ่สุดในเอเชีย ประกาศลดพนักงาน 6,000 คนภายใน 2 ปี และในปี 2548 "แควนตัส" ของออสเตรเลีย ปลดพนักงานและผู้บริหารรวม 200 คน และจะดำเนินการลดให้ครบ 1,500 คนภายในกลางปีนี้ จากพนักงานปัจจุบันที่มี 38,000 คนล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "มาเลย์เซียแอร์ไลน์" ปรับโครงสร้างบริษัทด้วยการปลดพนักงาน 6,500 คน และยกสัมปทานเส้นทางบิน 96 เส้นทางในประเทศให้สายการบินประหยัด "แอร์เอเชีย" ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้สถานการณ์ขาดทุนจำนวนมหาศาลธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องปรับตัว เพื่อให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากเช่นนี้ ยังรวมถึง บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ (บีบีซี) ที่เตรียมยุบตำแหน่งต่าง ๆ ภายในองค์กรลงอีกเท่าตัวหรือราว 2,000 ตำแหน่ง ในปีหน้า ตามแผนลดค่าใช้จ่าย ที่ตั้งเป้าลดพนักงานหรือว่าจ้างคนนอกมาทำงานถึง 6,000 ตำแหน่ง โดยคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ 355 ล้านปอนด์ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2551การปลดพนักงานของธุรกิจรายอื่นๆ รวมถึงเวิร์ลพูล ของสหรัฐ ที่เมื่อเร็วๆ นี้ วางแผนลดตำแหน่งงานลง 4,500 ตำแหน่ง หลังเสร็จสิ้นกระบวนการควบรวมกิจการกับเมย์แท็ก คู่แข่งสัญชาติเดียวกัน เช่นเดียวกับเลอโนโว กรุ๊ป บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์พีซียักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก ที่เตรียมจะลดอัตราการจ้างงานลง 1,000 ตำแหน่ง ตามแผนการลดต้นทุน
จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ biz week คอลัมน์ b-school วันศุกร์ที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2549
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น