เศรษฐกิจการเงิน: ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ chodechai@fpo.go.th สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คนสนใจกันมากว่าแบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ที่ไม่เข้าใจจำนวนมากได้สอบถามผมว่า แบงก์ชาติปกป้องค่าเงินบาทอย่างไร ผมเขียนบทความนี้ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดเผยฐานะการเงินของแบงก์ชาติภายหลังการแทรกแซงค่าเงินบาทหรือปริมาณ และมูลค่าธุรกรรมในการปกป้องค่าเงินบาทว่ามีเท่าใด แต่เพียงต้องการอธิบายให้ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปเข้าใจวิธีการปกป้องค่าเงินของแบงก์ชาติ และผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมของมาตรการของแบงก์ชาติ การเขียนครั้งนี้ ผมอิงกับบทความของตัวผมเองที่เขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ลดค่าเงินบาท และผลสรุปของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) โดยอธิบายเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการปกป้องค่าเงินบาทของแบงก์ชาติในปลายปี 2539 ถึงกลางปี 2540 และการปกป้องค่าเงินบาทในช่วงปี 2549 ที่ผ่านมา 1.ในช่วง 3-4 ปี ก่อนปี 2540 มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเป็นปริมาณมาก ทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐมาแลกเป็นเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนที่จะรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาในช่วงปี 2539-2540 นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Hedge Fund เห็นว่าเงินบาทแข็งเกินกว่าความเป็นจริง กล่าวคือ ค่าเงินบาทไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน การส่งออกชะงัก การลงทุนในประเทศลดลง และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของ GDP โดยมีหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศมารองรับ ทำให้ความต้องการถือค่าเงินบาทมีน้อย เพราะกลัวจะขาดทุนจากการอ่อนค่าของเงินบาท อีกทั้งต้องการทำกำไรจากการคาดการณ์ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงในอนาคต จึงมีแรงเทขายบาท และซื้อดอลลาร์ กลับไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากตลาดปัจจุบัน (Spot) และตลาดล่วงหน้า (Forward) แบงก์ชาติต้องแทรกแซงสร้างอุปสงค์ในเงินบาท โดยรับซื้อบาทขายดอลลาร์ ทั้งซื้อทันที และซื้อล่วงหน้า ทำให้เงินทุนสำรอง ที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีกในอนาคตเมื่อครบกำหนดส่งมอบตามสัญญาล่วงหน้า นักลงทุนต่างชาติ นักค้าเงินต่างประเทศ นักเก็งกำไร และสถาบันการเงินไทยบางส่วนเก็งกำไร โดยการขายบาท (ซื้อดอลลาร์) ทั้งในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า แล้วค่อยซื้อบาทใหม่ในอนาคต เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง นอกจากนั้น ในด้านของนักลงทุน และนักเก็งกำไรต่างประเทศ ยังทำ Swap เพื่อประกันความเสี่ยง และเก็งกำไรจากการที่บาทจะมีค่าลดลงในอนาคต โดยเอาดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท โดยทำสัญญากับแบงก์ชาติว่าจะเอาดอลลาร์กลับคืนไป ซึ่งเป็นวิธีการเก็งกำไรโดยการเปลี่ยนดอลลาร์เป็นเงินบาท และเอาเงินบาทไป Dump ขายทิ้ง การทำ Swap เช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นธุรกรรมยืมเงินบาทของนักเก็งกำไรที่จะได้เอาไปขาย Short หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การที่แบงก์ชาติยอมทำธุรกรรมนี้ จึงเป็นการให้ต่างชาติยืมเงินบาท ทำให้พวกเขามีกระสุนที่จะเก็งกำไรยิ่งใหญ่โตขึ้น จากเอกสารของ ศปร. ชี้ชัดว่า ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2540 ค่าเงินบาทถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง มีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งติดต่อกัน โดยนักเก็งกำไรได้โจมตีเงินบาทด้วยการซื้อ SWAP Sell-Buy USD/THB ควบคู่ไปด้วย นั่นคือการทำธุรกรรมในการนำเงินดอลลาร์ซื้อเงินบาทโดยทำสัญญาว่าจะขายเงินบาท/ซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ คืนตามกำหนดเวลา นักเก็งกำไรทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากที่ค่าเงินบาทจะลดลงแล้ว จะเป็นการผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (SWAP Premium) ในการซื้อขายสูงขึ้นด้วย ในทางกลับกัน ในด้านของแบงก์ชาติก็อยากที่จะทำ Swap ด้วย เพราะต้องการแทรกแซง โดยเพิ่มความต้องการเงินบาทไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็ว ในขณะเดียวกันก็จะได้ดอลลาร์มาใช้ก่อน (เปรียบเสมือนการยืมดอลลาร์แล้วค่อยใช้คืนในอนาคต) เพราะในขณะนั้นแบงก์ชาติเสียดอลลาร์ไปจำนวนมากจากการที่ต้องรับซื้อ บาท/ขายดอลลาร์ในตลาดปัจจุบัน และตลาดล่วงหน้า ทำให้ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศง่อนแง่น อีกทั้งแบงก์ชาติยังมีเงินดอลลาร์ที่ได้จากการทำ Swap ในขาแรกเพิ่มขึ้นไปใช้ป้องกันค่าเงิน โดยการซื้อบาทในตลาดปัจจุบันอีกด้วย SWAP นั้นคือ การขอซื้อเงินตราในวันนี้ ในราคานี้ โดยกำหนดวันที่จะส่งมอบเงินตราให้ในวันข้างหน้า ธุรกรรม SWAP รูปแบบที่แบงก์ชาติทำในช่วงก่อนวิกฤติการเงินเรียกว่า Buy-Sell SWAP USD/THB คือ ขณะที่นำเงินดอลลาร์สหรัฐ ไปซื้อเงินบาท ในทันทีนั้นก็จะนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐ จากตลาด โดยทำธุรกรรม Swap ที่มีเงื่อนไขสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา (อาจเป็น 2 วัน หรือ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) แบงก์ชาติจะต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ซื้อเงินบาทคืน การทำสัญญา SWAP ในขณะนั้น จะเป็นการอัดฉีดเงินบาทเข้าไปในระบบเพื่อลบล้าง ผลการโจมตีของนักเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ โดยที่ปริมาณเงินบาทในตลาดทันทีจะไม่ลดลง ดอกเบี้ยก็จะไม่แพงขึ้น และยังสามารถซ่อนผลกระทบของการปกป้องค่าเงินบาทต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ให้ปรากฏต่อตลาดได้ เพราะปริมาณเงินทุนสำรองจะไม่ลดลง แต่พันธะในการส่งเงินตราต่างประเทศคืนกลับให้คู่สัญญาจะเกิดขึ้นในอนาคต และดอกเบี้ยจะยิ่งสูงขึ้น แต่การนำธุรกรรม SWAP มาใช้ เป็นผลให้แบงก์ชาติสามารถดำเนินการปกป้องค่าเงินบาท โดยแทบไม่มีขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิลดลงอย่างมาก จนถึงขั้นวิกฤติ หากแบงก์ชาติทบทวนนโยบายของตนเร็วขึ้น แบงก์ชาติก็จะไม่รีรอปรับค่าเงินบาท และจะไม่สร้างภาระผูกพันจากธุรกรรม SWAP แต่การทำ SWAP เป็นการเปิดโอกาสให้แบงก์ชาติเลี่ยงการเผชิญปัญหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงินทุนสำรองเกือบหมดสิ้น |
06 มีนาคม 2550
แบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาท :บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน(1)
16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 08:04:00
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น